แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

4.สรุปผลการอภิปรายเรื่องแนวทางประชาธิปไตยในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย

สรุปผลการอภิปราย เรื่อง "แนวทางประชาธิปไตยในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย"

ณ ห้องประชุม 203-206 อาคารรัฐสภา 2 ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2537
ผู้อภิปราย ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์
ผู้ดำเนินการอภิปราย รองศาสตราจารย์ ดร.จิรโชค วีระสัย

ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ เรื่อง  "แนวทางประชาธิปไตยในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย" ว่า ไม่มีความแน่นอน เนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การยุบสภา การปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นต้น แม้แต่ในปัจจุบัน(2537)ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อใด ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ กล่าวไว้อย่างชัดเจน 

การแก้ปัญหาบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยนั้น ต้องแก้ปัญหาที่ประชาชน เพราะประชาชนจะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ จะดีหรือไม่นั้น จะไม่คำนึงมากนัก ดังนั้น จึงควรแก้ไขทัศนคติของประชาชนให้มองคนที่จะมาเป็น ส.ส. ไม่ใช่มองเพียงการพึ่งพาอาศัยในระดับท้องถิ่นส่วนตัวเป็นหลัก สถาบันต่างๆ จึงควรจะช่วยกันแก้ไขปลูกฝังทัศนคติใหม่ที่ต่างไปจากอดีต 

อีกประการหนึ่งคือการแก้ไขที่รัฐสภา เนื่องจากผู้ที่มีเงินหรือร่ำรวยมีอยู่เพียงไม่กี่คนสามารถคุมเสียงในรัฐสภาได้ กรณีนี้ ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ฉะนั้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน จึงควรรวมกันแก้ไขในสิ่งนี้ด้วย ประการที่สาม คือ การเลือกคนที่มีภาวะผู้นำ มาช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้นำที่ดีจะต้องประกอบด้วย จริยธรรม 10 ประการ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตใจใฝ่ในจริยธรรม กล้าตัดสินใจในทางที่ถูกที่ควร หากเป็นไปได้ควรมีการสร้างโรงเรียนฝึกภาวะผู้นำอย่างเช่นในกรีกโบราณ

ท่านได้ให้แนวคิดเพิ่มเติมว่า สถาบันที่ช่วยส่งเสริมความรู้ประชาธิปไตยได้ดี คือ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และสถาบันสื่อมวลชน

ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ท่านได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันว่า
ควรปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแต่เดิมนั้นการปกครองจะอยู่ในอำนาจของชนชั้นปกครองเท่านั้น ประชาชนไม่มีโอกาสได้ปกครองประเทศ แต่ประชาชนจะถูกเกณฑ์มาเพื่อรับใช้คนที่เป็นเจ้านายโดยตลอด จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้อำนาจขึ้นอยู่กับประชาชน ถึงกระนั้นอำนาจที่แท้จริงก็คือ การแก่งแย่งกันระหว่างบุคคลที่เป็นเจ้านายเท่านั้น โดยห้ามไม่ให้ประชาชนยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องเป็นผู้มีอำนาจการเมือง และรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในทุกระดับ

ท่านยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลควรส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างจริงจัง โดยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์เพื่อจัดรายการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยในระดับหมู่บ้านให้กว้างขวางขึ้น อันจะทำให้หลายฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงของประชาธิปไตยในเมืองไทย และสามารถนำไปแก้ไขได้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น


ฐานิกา บุษมงคล อ้างอิงจากหนังสือเอกสารทางวิชาการ "การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย" จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

3.KMการสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทยตอนสรุปผลการสัมมนา

KMสรุปผลการสัมมนา เรื่อง การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย
ณ ห้องประชุม 203-206 อาคารรัฐสภา 2
ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2537

นายวัชระ บุนนาค เลขานุการ(ผู้สรุปการสัมมนา)

จากการที่ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเอกสารทางวิชาการเรื่อง การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย  ทำให้ผู้เขียนได้เกิดการเรียนรู้รูปแบบการบันทึกและสรุปผลการสัมมนา จากท่านวัชระ บุนนาค เลขานุการในการสัมมนาครั้งนี้

ท่านวัชระได้สรุปสาระสำคัญของการสัมมนาไว้ดังนี้ คือ

1. ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร (นายอำนวย สุวรรณคีรี) กล่าวขอบคุณท่านประธานรัฐสภา (นายมารุต บุนนาค) ที่ได้สละเวลาอันมีค่า ให้เกียรติเป็นประธานการสัมมนา พร้อมทั้งกล่าวรายงานถึงความสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเมืองไทยให้มั่นคงต่อไปในอนาคต และได้ชี้แจงความเป็นมาของโครงการสัมมนาและวัตถุประสงค์ของการสัมมนาฯ...อันนี้ก็เป็นไปตาม step ของการสัมมนาทั่วๆไป อย่างไรก็ตามผู้เขียนเองก็รู้สึกว่า ผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายให้ความสนใจในการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าท่านเหล่านั้นตระหนักถึงความสำคัญของการสัมมนาเพื่อระดมสมองในครั้งนี้เป็นอันมาก

2. ประธานรัฐสภา กล่าวแสดงความรู้สึกยินดีกับสมาชิกผู้เข้าร่วสัมมนาทุกท่าน ที่ได้ร่วมเดินทางมาแสดงความคิดเห็น และศึกษาวิเคราะห์แนวปฏิบัติ ที่ควรส่งเสริม และสืบสานวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ควรและเหมาะสม เพื่อนำไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชน ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบการเมืองไทยในอนาคตต่อไป...อ่านมาถึงตรงนี้...ผู้เขียนยิ้มและรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่การสัมมนาครั้งนี้สู่ประชาชนผ่านเว็บบล็อกอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากเมื่อผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก  และเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าที่จะถ่ายทอดหนังสือเล่มนี้สู่ประชาชน ด้วยความเสียดายในคุณค่าและความงดงามของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง

3. ประธานรัฐสภา ได้บรรยายพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ไว้อย่างน่าคิด...ความว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยให้ความเห็นว่า การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังยึดติดกับตัวบุคคลผู้มีอำนาจในวงราชการหรือทหารเป็นหลัก หากผู้ใดมีอำนาจก็จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อค้ำจุนอำนาจของตน ซึ่งที่สุดเมื่อตนเองหมดอำนาจพรรคการเมืองที่ตั้งมานั้นจะยุติลง

ฐานิกา บุษมงคล อ้างอิงจากหนังสือเอกสารทางวิชาการ "การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย" จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2.KMการสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย

บทนำ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จิรโชค วีระสัย(ท่านจิรโชค)

บทนำ
รองศาสตราจารย์ ดร.จิรโชค วีระสัย ได้เริ่มต้นบทนำว่า นับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ระบอบการเมืองการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  ในช่วงระยะเวลานั้น...อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็พยายามตีความว่า  ช่วงระยะเวลานั้น...หมายถึงช่วงเวลาใด...แต่ก็ไม่สามารถคาดเดาความคิดของท่านจิรโชคได้ จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ แล้วอ่านต่อไป  ในช่วงระยะเวลานั้น ได้มีประเด็นทางการเมืองและเหตุการณ์ทางการเมือง  ทั้งในส่วนที่เอื้อและเป็นอริต่อประชาธิปไตย ในบางครั้งอาจมีความรู้สึกท้อถอยกับวิถีแห่งความเป็นประชาธิปไตย...แหม...ช่างเหมือนกับความรู้สึกของผู้เขียนและใครๆหลายๆคนในปี 2555 นี้เสียเหลือเกิน...มันทั้งทุกข์ทั้งท้ออย่างไรก็ไม่รู้  ท่านจิรโชค เขียนต่อไปว่า แต่ในท้ายที่สุดดูเหมือนจะมีฉันทานุมัติอยู่ร่วมกันว่า อุดมการณ์ทางการเมือง ปรัชญาทางการเมือง รูปแบบการเมืองการปกครอง และการดำรงวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดียิ่งและควรที่จะถนอมรักษาไว้... เอ่อ...คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดอย่างนี้อยู่ใช่ไหมคะ...

ท่านจิรโชคยังเขียนต่อไปว่า เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆนั้น มีประเทศต่างๆจำนวนมาก หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคม บางประเทศชาติมีความรู้สึกว่า ประชาธิปไตยเป็นของไม่ดี และได้ทดลองใช้ระบอบการปกครองระบบอื่นๆ การทดลองดังกล่าวนั้นดำเนินมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ และผลสุดท้ายก็เริ่มมีการตระหนักว่า การปกครองที่เหมาะสมที่สุดคือ การปกครองแบบประชาธิปไตย ท่านจิรโชคได้ยกตัวอย่าง เยอรมันตะวันออกได้ละทิ้งการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และหันมานิยมชมชอบระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับพี่น้องชาวเยอรมันตะวันตก ดังนั้นการทำลายกำแพงเบอร์ลินที่กีดกั้นอยู่ และอีกตัวอย่างคือ ปรากฏการณ์ล่มสลายของสหภาพโซเวียต ...ตามตัวอย่าง 2 ตัวอย่าง ที่ท่านจิรโชคยกมานั้นผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องว่า เป็นสิ่งที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้เขียนเองเมื่อได้ทราบข่าวก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ท่านจิรโชคเขียนว่า  แม้คนส่วนใหญ่จะเห็นพ้องว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ อุปสรรคแห่งการจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบนั้นก็มีมาบ้างเป็นครั้งคราว  แต่คนทั้งหลายก็ยังมุ่งไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอยู่ดี  แต่...สำหรับทัศนะของผู้เขียนแล้ว ผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่า ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เช่นเดียวกับระบอบการปกครองระบบอประชาธิปไตย ย่อมหนีไม่พ้นวงจรชีวิตนี้ เมื่อเกิดขึ้น ดำเนิจนถึงความรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในที่สุดก็ต้องอ่อนแอ และล่มสลายไปในที่สุด เมื่อถึงเวลาของมัน


ฐานิกา บุษมงคล อ้างอิงจากหนังสือเอกสารทางวิชาการ "การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย" จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

1.KMการสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ตอนเปิดเล่ม

อาจารย์ฐานิกา  บุษมงคล(ผู้เขียน)

ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเอกสารทางวิชาการเล่มหนึ่ง ชื่อ การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

ในคำนำ ซึ่งเขียนโดย  นายพยุงศักดิ์  จันทรสุรินทร์  เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้อธิบายว่า  หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแนวปฏิบัติในการสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ตามครรลองแห่งวิถีประชาธิปไตยที่ถูกต้องเหมาะสม   อันเกิดจากการสัมมนาระดมความคิด  ณ ห้องประชุม 203-206 อาคารรัฐสภา 2 ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2537  ผู้เข้าร่วมสัมมนามีทั้งสิ้นจำนวน 353 คน ประกอบด้วย

- กลุ่มสมาชิกรัฐสภาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 13 คน
- กลุ่มผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน 35 คน
- กลุ่มนักวิชาการ 47 คน
- กลุ่มนักศึกษา 41 คน
- กลุ่มผู้นำองค์กรศาสนา 30 คน
- กลุ่มสื่อมวลชน 31 คน
- กลุ่มองค์กรเอกชน 34 คน
- กลุ่มผู้นำธุรกิจเอกชนที่สนับสนุนงานด้านวัฒนธรรม 20 คน
- กลุ่มผู้นำท้องถิ่น 40 คน
- ผู้สังเกตการณ์ 62 คน

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังได้นำเสนอบทความของผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากมายหลายบทความ ซึ่งผู้เขียนจักได้ทยอยนำเสนออย่างต่อเนื่อง

ส่วนรูปแบบการนำเสนอนั้น ผู้เขียนจะใช้เทคนิคการนำเสนอต้นฉบับและสอดแทรก การถอดบทเรียน แนวคิด ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ที่เกิดจากประสบการณ์และการค้นคว้าของของผู้เขียนเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านมากยิ่งขึ้น

ฐานิกา บุษมงคล อ้างอิงจากหนังสือเอกสารทางวิชาการ "การสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองไทย" จัดพิมพ์โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

น่าสนใจ